ขึ้นชื่อว่า “ตำรวจ” ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คือผู้ที่ยืนอยู่ระหว่างกฎหมายบ้านเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

แต่ไรมาหากติตดามข่าวบ้านการเมืองไม่ว่าจะในประเทศเราเอง หรือประเทศอื่นๆ เวลามีข่าวเกี่ยวกับตำรวจก็มักจะเป็นเรื่องราวไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ใช่ว่าคนในอาชีพนี้มีแต่คนที่ทำงานแล้วไม่เวิร์ค แต่น่าจะมาจากการที่ตำรวจเป็นอาชีพที่อยู่ใกล้ชิดกับกฎหมาย อยู่ในฐานะผู้ถือกฎหมายมาโดยตลอด พอมีคนในอาชีพดังกล่าวทำเรื่องผิดกฎหมายเสียเอง ก็ต้องโดนวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่แทนที่เราจะมองไปที่กลุ่มคนที่มีปัญหา นี่ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ทำความรู้จักตำรวจที่ดีกันบ้าง แต่ถ้าจะไล่เช็คจากบุคคลจริงก็อาจจะต้องเช็คซ้ำจนเสียเวลามากไปสักหน่อย ดังนั้นเราเลยมองไปที่กลุ่มตำรวจในโลกอนิเมะที่เขาชัดเจนกันในการทำงานกันดีกว่า ว่ามีตำรวจคนไหนที่ถือว่าทำงานดี ให้ประชาชน (ในเรื่อง) พึ่งพากันได้บ้าง

เรียวจัง – KochiKame

KochiKame หรือที่ใช้ชื่อเต็มว่า Kochira Katsushika-ku Kameari Kouen-mae Hashutsujo อาจจะเป็นชื่อที่ชาวไทยไม่คุ้นเท่าไร แต่ถ้าบอกว่าอนิเมะเรื่องนี้คือ ‘คุณตำรวจป้อมยาม’ หลายคนก็น่าจะร้อง “อ๋อ” กันทันที และ เรียวซึ คังคิจิ หรือที่ถูกคนเรียกันว่า เรียวจัง ก็เป็นนายตำรวจตัวเอกของเรื่อง แม้ว่าเขาจะสร้างความปั่นป่วนให้กับหลายต่อหลายคนด้วยความไม่เอาอ่าว แต่เมื่อถึงเวลาที่มีคนเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือจริง เรียวจัง ก็ใช้พละกำลังที่้ล้นเหลือในการช่วยเหลือผู้คน …ก่อนที่จะกลับไปสร้างความปั่นป่วนให้คนรอบตัวต่อไป

ตำรวจโดยส่วนใหญ่ – Detective Conan

ถึงอนิเมะ “ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน” จะมีพื้นที่ให้ตัวละครเอกของเรื่อง อย่าง โคนัน/ชินอิจิ วาดลวดลายไขคดีอยู่เป็นประจำ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตำรวจหลายต่อหลายคนในเรื่องนี้ ก็เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งใจทำงานปกป้องประชาชนจนเสียชีวิตส่วนตัวไปไม่น้อย ไหนจะ สารวัตรเมงูเระ,  ผู้หมวดทาคางิ, ผู้หมวดซาโต้ ที่ปรากฎตัวมาบ่อยๆ หรือจะเป็นฝั่งสันติบาลก็มี ฟุรุยะ เรย์ เป็นตัวเอก, ไม่เพียงแค่นั้น ในเมืองเบกะ ยังมี FBI อย่าง อากาอิ ชูอิจิ แฝงตัวอยู่อีกต่างหาก หรือถ้าบอกว่าแทบจะไม่มีโอกาสรอดเลยถ้าก่อคดีฆาตกรรมในเมืองเบกะ จนน่าสงสัยว่า องค์กรชุดดำ ยังรอดจากการโดนจับกุมได้อย่างไร

ยางามิ โซอิจิโร่ – Death Note

อนิเมะ Death Note อาจจะมีไฮไลท์เด่นที่การต่อสู้ระหว่าง คิระ/ไลท์ กับ L ก่อนจะสลับคู่ปรับมาเจอกับ เมลโลและเนียร์ แต่จริงๆ แล้ว นายตำรวจในอนิเมะเรื่องนี้ก็มีบทโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ ยางามิ โซอิจิโร่ ที่ถือว่าเป็นรูปลักษณ์ของคำว่า ‘ตำรวจตงฉิน’ ในเนื้อเรื่องจริง ๆ ไม่ว่าจะตั้งแต่ช่วงแรกของเรื่อง ที่ตำรวจในกรมตัดสินใจถอนตัวจากคดีคิระด้วยความรักตัวกลัวตาย แต่โซอิจิโร่กลับเป็นคนเดียวที่กล้าวิ่งเข้าหาภารกิจอันแสนอันตรายนี้

สึเนโมริ อากาเนะ – Psycho-Pass

ว่ากันตามจริงแล้ว ในรื่อง Psycho-Pass ไม่ได้มีกรมตำรวจโดยตรง แต่ในเรื่องยังมีหน่วยสืบสวนอาชญากรรม สังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ตรวจสอบบุคคลที่มี “ค่าตัวเลขอาชญากร” แฝงอยู่สูง รวมถึงทำหน้าที่จัดการผู้ก่อเหตุร้าย เบ็ดเสร็จในอาชีพเดียว แต่เมื่อระบบซีบิลในเรื่องนั้นได้รับความเชื่อถือจากประชาชนมาก หลายคนเลยตัดสินใจจับกุมคนร้ายตามตัวเลขที่ขึ้นในโดมิเนเตอร์ (เครื่องชี้วัดค่าอาชญากร) แต่สำหรับ สึเนโมริ อากาเนะ นั้น นับตั้งแต่ที่เธอทำงานในแผนกนี้ตั้งแต่ในวันแรก เธอก็ใช้มนุษยธรรมสนับสนุนการตัดสินใจในการทำงานเสมอ ถึงบางครั้งการตัดสินใจของเธอจะดูไม่เด็ดขาด แต่ผลลัพธ์ที่เธอเลือก โดยส่วนใหญ่แล้วก็เพื่อช่วยเหลือคนที่ค่าไซโคพาสต่ำ ๆ ได้ปลอดภัยจากเหตุร้าย และทำให้คนที่มีตัวเลขเกินได้มีโอกาสมีชีวิตรอดต่อไป ไม่ต้องจบชีวิตด้วยการถูกยิงทิ้งสถานเดียว

คุซานางิ โมโตโกะ – Ghost In The Shell

คุซานางิ โมโตโกะ จากเรื่อง Ghost In The Shell ซึ่งเราขอกล่าวถึงในฉบับภาพยนตร์แอนิเมชันเป็นหลัก เพราะเรื่องราวค่อนข้างนิ่งแล้ว ตัวของ คุซานางิ โมโตโกะ เป็นไซบอร์กในร่างหญิงสาว ที่่ใช้ทักษะจากร่างของเธอทั้งในด้านการต่อสู้และการ ‘ล่อง’ ไปดูข้อมูลของคนอื่น ๆ แต่สุดท้ายในฉบับภาพยนตร์ เธอก็สละ ‘เปลือก’ ของตัวเองกลายเป็น ‘ผี’ ที่เข้าสู่ระบบไซเบอร์แห่งใดก็ได้อย่างแท้จริง แต่ก็พร้อมจะกลับมาจากโลกไซเบอร์เพื่อช่วยเหลือทั้งเพื่อนของเธออยู่เสมอ ๆ

สำหรับภาคอื่นๆ เธออาจจะมีความห่าม หรือมีความหัวขบถมากกว่าฉบับภาพยนตร์ แต่โดยรวมแล้วก็ยังทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือคนด้วยทักษะร่างกายของเธอ ถือว่าเป็นตำรวจสายลุยที่ไว้วางใจได้อยู่เสมอ

ชิโนฮาระ อาสุมะ – Patlabor

หากเทียบกับซีรีส์คนแสดง Patlabor ถือว่าเป็นละครตำรวจที่บังเอิญมีการขับหุ่นเข้ามาร่วมด้วย ทำให้ในเรื่องก็มีตำรวจที่ดีอยู่หลายคน แต่ที่เรายก ชิโนฮาระ อาสุมะ เพราะตัวเขามีความน่าสนใจ นับตั้งแต่การที่จริงๆ แล้วเขาเป็นทายาทของบริษัทอุตสาหกรรมหนักชิโนฮาระที่ผลิตหุ่นเลเบอร์ (หุ่นยนต์ยักษ์ภายในเรื่อง) แต่เขากลับอยากจะทำงานใกล้ชิดผู้คน และถึงเจ้าตัวจะไม่ได้ขับหุ่นเป็นงานหลักแบบ อิซุมิ โนอา ตัวเอกอีกคน แต่เขาก็ถือว่าเป็นคนที่คอยช่วยมองสถานการณ์ในภาพรวม และเมื่อถึงเวลาจำเป็นเจ้าตัวก็สามารถขับหุ่นเลเบอร์ได้อย่างดีกว่านักบินประจำการบางคนเสียด้วยซ้ำ แต่อาจจะดูมีปัญหาสักหน่อยที่สมาชิกคนอื่นในหน่วยมักจะก่อความวุ่นวายจนเกินเลยนั่นล่ะ

สึจิโมโตะ นัทสึมิ  & โคบายาคาวะ มิยูกิ – You’re Under Arrest

ด้วยชื่อเรื่อง ‘ตำรวจสาวจอมซ่าส์’ อาจจะทำให้คนเข้าใจกันว่า นัทสึมิ กับ มิยูกิ ที่เป็นตัวเอกจะเอาแต่สร้างความวุ่นวาย แต่จริง ๆ พวกเธอก็ยังทำงานรักษาความสงบสุขของเมืองอยู่นะ และคู่นี้ก็มีความน่าสนใจตรงที่ นัทสึมิ จะเป็นสาวหัวร้อนสายบู๊ทรงพลัง ส่วน มิยูกิ เป็นสาวสุขุมสายบุ๋นและถนัดการขับขี่พาหนะที่ขัดกับนิสัยของเธอ ทำให้เวลาปฏิบัติการจะเกิดความดุเดือดเกิดพอดีไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เรื่องราวก็มักจะลงเอยด้วยดีพอสมควรนะ

เบรียเรอุส & ดิวนัน – Appleseed

Appleseed เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่น 3DCG ที่ดัดแปลงมาจากมังงะของอาจารย์มาซามุเนะ ชิโร่ (เป็นผู้เขียนมังงะ Ghost In The Shell ด้วย)  ที่เล่าเรื่องของโลกอนาคตที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในโลกมาก เทคโนโลยีไซบอร์ก กับ ไบโอรอยด์ (มนุษย์ดัดแปลง) กลายเป็นเรื่องปกติ และประเทศในโลกก็เปลี่ยนไปมาก กองกำลังที่คอยรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนกลายเป็นหน่วยงานใกล้เคียงกองทัพ

ตัวเอกอย่าง เบรียเรอุส กับ ดิวนัน คือผู้ที่สังกัดหน่วย ES.W.A.T ที่ทำหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมรวมไปถึงต่อต้านการก่อการร้าย ดิวนันนั้นเป็นมนุษย์เต็มตัว ส่วน เบรียเรอุส เป็นไซบอร์ก เพราะเสียร่างกายเดิมไป ทั้งสองคนชำนาญการใช้อาวุธ รวมถึงขับหุ่นรบขนาดเล็ก เพื่อรักษาความสงบสุขให้ทั้งมนุษย์และไบโอรอยด์อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข กระนั้นถ้าสองตัวเองนี้ออกมาลุยมันมักจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น  ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าให้พวกเขาออกปฏิบัติงานเต็มตัวบ่อย ๆ เลยนะ

จริง ๆ แล้วตอนแรกเราก็นึกถึง ตำรวจเหล็กจีบัน อยู่ในใจ แต่เรื่องนั้นไม่ใช่อนิเมะแบบเต็มตัวเท่าไหร่ และถ้ามองไปที่กฎของตำรวจเหล็กแต่ละข้อก็ดูเป็นการสำเร็จโทษเสียมากกว่าจับกุมพิกล (ใช่ เพราะกลุ่มผู้ชมเป้าหมายของเขาคือเด็ก ๆ ที่ต้องการฉากต่อสู้เร้าใจ ระเบิดตูมตามจนเจ้าของสถานที่ถ่ายทำแอบงอน) และถ้าท่านที่แวะเวียนมาอ่านทุกท่าน นึกถึงตำรวจดีคนอื่นๆ ในอนิเมได้อีก ก็มาพูดคุยกันได้ในช่องสนทนานะ

10 อันดับตัวละครหญิงใน One Piece ที่แฟนคลับอยากแต่งงานด้วยมากที่สุด

One Piece หนึ่งในซีรีส์อนิเมะที่ได้รับความนิยมระดับโลกและมีแฟนคลับหนาแน่นมากที่สุดเรื่องหนึ่ง แน่นอนว่าจากการที่มีแฟนคลับเยอะเช่นนี้ ก็ต้องมีแฟนคลับหลายคนที่รู้สึกว่าอย่างแต่งงานกับตัวละครหญิงในเรื่องด้วย ซึ่งในเรื่อง One Piece เองก็มีตัวละครหญิงหลายคน และแต่ละคนก็มีเสน่ห์กับความสามารถที่แตกต่างกันไป

ทางเว็บไซต์ AkibaSouken จึงได้มีการทำแบบสำรวจ “อันดับตัวละครหญิงใน One Piece ที่อยากแต่งงาน” ขึ้นมา โดยมีการจัดทำตั้งแต่วันที่ 1-10 มีนาคม 2021 มีผู้ลงคะแนนทั้งหมด 789 คน และ 10 อันดับแรกที่แฟนๆ อยากแต่งงานมากที่สุดมีดังนี้!

10 อันดับตัวละครหญิงใน One Piece ที่แฟนคลับอยากแต่งงานด้วยมากที่สุด

อันดับ 10 Shirahoshi

อันดับ 9 ร่วม Perona

อันดับ 8 ร่วม Nico Robin

อันดับ 6 ร่วม Rebecca

อันดับ 6 ร่วม Koala

อันดับ 5 Sugar

อันดับ 4 Nami

อันดับ 3 Boa Hancock

อันดับ 2 Makino

อันดับ 1 Nefertari Vivi

“สมกับเป็นองค์หญิง Vivi ทั้งสวยทั้งเก่งแบบนี้เอาที่หนึ่งไปเลย!ว่าแต่คนที่อยากแต่งงานด้วยไม่ใช่ว่าหวังผลอย่างอื่นหรอกนะ!”

ขึ้นชื่อว่า “ตำรวจ” ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คือผู้ที่ยืนอยู่ระหว่างกฎหมายบ้านเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

แต่ไรมาหากติตดามข่าวบ้านการเมืองไม่ว่าจะในประเทศเราเอง หรือประเทศอื่นๆ เวลามีข่าวเกี่ยวกับตำรวจก็มักจะเป็นเรื่องราวไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ใช่ว่าคนในอาชีพนี้มีแต่คนที่ทำงานแล้วไม่เวิร์ค แต่น่าจะมาจากการที่ตำรวจเป็นอาชีพที่อยู่ใกล้ชิดกับกฎหมาย อยู่ในฐานะผู้ถือกฎหมายมาโดยตลอด พอมีคนในอาชีพดังกล่าวทำเรื่องผิดกฎหมายเสียเอง ก็ต้องโดนวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่แทนที่เราจะมองไปที่กลุ่มคนที่มีปัญหา นี่ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ทำความรู้จักตำรวจที่ดีกันบ้าง แต่ถ้าจะไล่เช็คจากบุคคลจริงก็อาจจะต้องเช็คซ้ำจนเสียเวลามากไปสักหน่อย ดังนั้นเราเลยมองไปที่กลุ่มตำรวจในโลกอนิเมะที่เขาชัดเจนกันในการทำงานกันดีกว่า ว่ามีตำรวจคนไหนที่ถือว่าทำงานดี ให้ประชาชน (ในเรื่อง) พึ่งพากันได้บ้าง

เรียวจัง – KochiKame

KochiKame หรือที่ใช้ชื่อเต็มว่า Kochira Katsushika-ku Kameari Kouen-mae Hashutsujo อาจจะเป็นชื่อที่ชาวไทยไม่คุ้นเท่าไร แต่ถ้าบอกว่าอนิเมะเรื่องนี้คือ ‘คุณตำรวจป้อมยาม’ หลายคนก็น่าจะร้อง “อ๋อ” กันทันที และ เรียวซึ คังคิจิ หรือที่ถูกคนเรียกันว่า เรียวจัง ก็เป็นนายตำรวจตัวเอกของเรื่อง แม้ว่าเขาจะสร้างความปั่นป่วนให้กับหลายต่อหลายคนด้วยความไม่เอาอ่าว แต่เมื่อถึงเวลาที่มีคนเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือจริง เรียวจัง ก็ใช้พละกำลังที่้ล้นเหลือในการช่วยเหลือผู้คน …ก่อนที่จะกลับไปสร้างความปั่นป่วนให้คนรอบตัวต่อไป

ตำรวจโดยส่วนใหญ่ – Detective Conan

ถึงอนิเมะ “ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน” จะมีพื้นที่ให้ตัวละครเอกของเรื่อง อย่าง โคนัน/ชินอิจิ วาดลวดลายไขคดีอยู่เป็นประจำ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตำรวจหลายต่อหลายคนในเรื่องนี้ ก็เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งใจทำงานปกป้องประชาชนจนเสียชีวิตส่วนตัวไปไม่น้อย ไหนจะ สารวัตรเมงูเระ,  ผู้หมวดทาคางิ, ผู้หมวดซาโต้ ที่ปรากฎตัวมาบ่อยๆ หรือจะเป็นฝั่งสันติบาลก็มี ฟุรุยะ เรย์ เป็นตัวเอก, ไม่เพียงแค่นั้น ในเมืองเบกะ ยังมี FBI อย่าง อากาอิ ชูอิจิ แฝงตัวอยู่อีกต่างหาก หรือถ้าบอกว่าแทบจะไม่มีโอกาสรอดเลยถ้าก่อคดีฆาตกรรมในเมืองเบกะ จนน่าสงสัยว่า องค์กรชุดดำ ยังรอดจากการโดนจับกุมได้อย่างไร

ยางามิ โซอิจิโร่ – Death Note

อนิเมะ Death Note อาจจะมีไฮไลท์เด่นที่การต่อสู้ระหว่าง คิระ/ไลท์ กับ L ก่อนจะสลับคู่ปรับมาเจอกับ เมลโลและเนียร์ แต่จริงๆ แล้ว นายตำรวจในอนิเมะเรื่องนี้ก็มีบทโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ ยางามิ โซอิจิโร่ ที่ถือว่าเป็นรูปลักษณ์ของคำว่า ‘ตำรวจตงฉิน’ ในเนื้อเรื่องจริง ๆ ไม่ว่าจะตั้งแต่ช่วงแรกของเรื่อง ที่ตำรวจในกรมตัดสินใจถอนตัวจากคดีคิระด้วยความรักตัวกลัวตาย แต่โซอิจิโร่กลับเป็นคนเดียวที่กล้าวิ่งเข้าหาภารกิจอันแสนอันตรายนี้

สึเนโมริ อากาเนะ – Psycho-Pass

ว่ากันตามจริงแล้ว ในรื่อง Psycho-Pass ไม่ได้มีกรมตำรวจโดยตรง แต่ในเรื่องยังมีหน่วยสืบสวนอาชญากรรม สังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ตรวจสอบบุคคลที่มี “ค่าตัวเลขอาชญากร” แฝงอยู่สูง รวมถึงทำหน้าที่จัดการผู้ก่อเหตุร้าย เบ็ดเสร็จในอาชีพเดียว แต่เมื่อระบบซีบิลในเรื่องนั้นได้รับความเชื่อถือจากประชาชนมาก หลายคนเลยตัดสินใจจับกุมคนร้ายตามตัวเลขที่ขึ้นในโดมิเนเตอร์ (เครื่องชี้วัดค่าอาชญากร) แต่สำหรับ สึเนโมริ อากาเนะ นั้น นับตั้งแต่ที่เธอทำงานในแผนกนี้ตั้งแต่ในวันแรก เธอก็ใช้มนุษยธรรมสนับสนุนการตัดสินใจในการทำงานเสมอ ถึงบางครั้งการตัดสินใจของเธอจะดูไม่เด็ดขาด แต่ผลลัพธ์ที่เธอเลือก โดยส่วนใหญ่แล้วก็เพื่อช่วยเหลือคนที่ค่าไซโคพาสต่ำ ๆ ได้ปลอดภัยจากเหตุร้าย และทำให้คนที่มีตัวเลขเกินได้มีโอกาสมีชีวิตรอดต่อไป ไม่ต้องจบชีวิตด้วยการถูกยิงทิ้งสถานเดียว

คุซานางิ โมโตโกะ – Ghost In The Shell

คุซานางิ โมโตโกะ จากเรื่อง Ghost In The Shell ซึ่งเราขอกล่าวถึงในฉบับภาพยนตร์แอนิเมชันเป็นหลัก เพราะเรื่องราวค่อนข้างนิ่งแล้ว ตัวของ คุซานางิ โมโตโกะ เป็นไซบอร์กในร่างหญิงสาว ที่่ใช้ทักษะจากร่างของเธอทั้งในด้านการต่อสู้และการ ‘ล่อง’ ไปดูข้อมูลของคนอื่น ๆ แต่สุดท้ายในฉบับภาพยนตร์ เธอก็สละ ‘เปลือก’ ของตัวเองกลายเป็น ‘ผี’ ที่เข้าสู่ระบบไซเบอร์แห่งใดก็ได้อย่างแท้จริง แต่ก็พร้อมจะกลับมาจากโลกไซเบอร์เพื่อช่วยเหลือทั้งเพื่อนของเธออยู่เสมอ ๆ

สำหรับภาคอื่นๆ เธออาจจะมีความห่าม หรือมีความหัวขบถมากกว่าฉบับภาพยนตร์ แต่โดยรวมแล้วก็ยังทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือคนด้วยทักษะร่างกายของเธอ ถือว่าเป็นตำรวจสายลุยที่ไว้วางใจได้อยู่เสมอ

ชิโนฮาระ อาสุมะ – Patlabor

หากเทียบกับซีรีส์คนแสดง Patlabor ถือว่าเป็นละครตำรวจที่บังเอิญมีการขับหุ่นเข้ามาร่วมด้วย ทำให้ในเรื่องก็มีตำรวจที่ดีอยู่หลายคน แต่ที่เรายก ชิโนฮาระ อาสุมะ เพราะตัวเขามีความน่าสนใจ นับตั้งแต่การที่จริงๆ แล้วเขาเป็นทายาทของบริษัทอุตสาหกรรมหนักชิโนฮาระที่ผลิตหุ่นเลเบอร์ (หุ่นยนต์ยักษ์ภายในเรื่อง) แต่เขากลับอยากจะทำงานใกล้ชิดผู้คน และถึงเจ้าตัวจะไม่ได้ขับหุ่นเป็นงานหลักแบบ อิซุมิ โนอา ตัวเอกอีกคน แต่เขาก็ถือว่าเป็นคนที่คอยช่วยมองสถานการณ์ในภาพรวม และเมื่อถึงเวลาจำเป็นเจ้าตัวก็สามารถขับหุ่นเลเบอร์ได้อย่างดีกว่านักบินประจำการบางคนเสียด้วยซ้ำ แต่อาจจะดูมีปัญหาสักหน่อยที่สมาชิกคนอื่นในหน่วยมักจะก่อความวุ่นวายจนเกินเลยนั่นล่ะ

สึจิโมโตะ นัทสึมิ  & โคบายาคาวะ มิยูกิ – You’re Under Arrest

ด้วยชื่อเรื่อง ‘ตำรวจสาวจอมซ่าส์’ อาจจะทำให้คนเข้าใจกันว่า นัทสึมิ กับ มิยูกิ ที่เป็นตัวเอกจะเอาแต่สร้างความวุ่นวาย แต่จริง ๆ พวกเธอก็ยังทำงานรักษาความสงบสุขของเมืองอยู่นะ และคู่นี้ก็มีความน่าสนใจตรงที่ นัทสึมิ จะเป็นสาวหัวร้อนสายบู๊ทรงพลัง ส่วน มิยูกิ เป็นสาวสุขุมสายบุ๋นและถนัดการขับขี่พาหนะที่ขัดกับนิสัยของเธอ ทำให้เวลาปฏิบัติการจะเกิดความดุเดือดเกิดพอดีไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เรื่องราวก็มักจะลงเอยด้วยดีพอสมควรนะ

เบรียเรอุส & ดิวนัน – Appleseed

Appleseed เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่น 3DCG ที่ดัดแปลงมาจากมังงะของอาจารย์มาซามุเนะ ชิโร่ (เป็นผู้เขียนมังงะ Ghost In The Shell ด้วย)  ที่เล่าเรื่องของโลกอนาคตที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในโลกมาก เทคโนโลยีไซบอร์ก กับ ไบโอรอยด์ (มนุษย์ดัดแปลง) กลายเป็นเรื่องปกติ และประเทศในโลกก็เปลี่ยนไปมาก กองกำลังที่คอยรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนกลายเป็นหน่วยงานใกล้เคียงกองทัพ

ตัวเอกอย่าง เบรียเรอุส กับ ดิวนัน คือผู้ที่สังกัดหน่วย ES.W.A.T ที่ทำหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมรวมไปถึงต่อต้านการก่อการร้าย ดิวนันนั้นเป็นมนุษย์เต็มตัว ส่วน เบรียเรอุส เป็นไซบอร์ก เพราะเสียร่างกายเดิมไป ทั้งสองคนชำนาญการใช้อาวุธ รวมถึงขับหุ่นรบขนาดเล็ก เพื่อรักษาความสงบสุขให้ทั้งมนุษย์และไบโอรอยด์อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข กระนั้นถ้าสองตัวเองนี้ออกมาลุยมันมักจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น  ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าให้พวกเขาออกปฏิบัติงานเต็มตัวบ่อย ๆ เลยนะ

จริง ๆ แล้วตอนแรกเราก็นึกถึง ตำรวจเหล็กจีบัน อยู่ในใจ แต่เรื่องนั้นไม่ใช่อนิเมะแบบเต็มตัวเท่าไหร่ และถ้ามองไปที่กฎของตำรวจเหล็กแต่ละข้อก็ดูเป็นการสำเร็จโทษเสียมากกว่าจับกุมพิกล (ใช่ เพราะกลุ่มผู้ชมเป้าหมายของเขาคือเด็ก ๆ ที่ต้องการฉากต่อสู้เร้าใจ ระเบิดตูมตามจนเจ้าของสถานที่ถ่ายทำแอบงอน) และถ้าท่านที่แวะเวียนมาอ่านทุกท่าน นึกถึงตำรวจดีคนอื่นๆ ในอนิเมได้อีก ก็มาพูดคุยกันได้ในช่องสนทนานะ

รีวิว EVANGELION 3.0+1.0 (ไม่สปอยล์) เมื่อเอวานเกเลียนสอนเราถึงความหมายของ “ความสุข”

หลังจากรอกันมากว่า 8 ปี ในที่สุด “ภาคต่อ” ของ Rebuild of Evengelion ซึ่งจะเป็น “ภาคจบ” ของภาพยนตร์ซีรี่ส์นี้ ก็ได้ออกฉายแล้ว และก็สมการรอคอยเพราะทำรายได้อย่างถล่มทลายในญี่ปุ่นแม้จะเป็นช่วงที่สถานการณ์ไวรัสระบาดจะยังไม่สงบดีนักก็ตาม

และหนึ่งในทีมงานของ Akibatan ที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ก็ได้รับชมภาพยนตร์ภาคนี้ตั้งแต่เข้าฉายวันแรกเลยทีเดียว จะเป็นอย่างไรนั้น ก็มารีวิวให้อ่านกันเรียกน้ำย่อยครับ (ไม่สปอยล์เนื้อหาส่วนสำคัญ) เรื่องราวนั้นเดินเรื่องต่อจากภาค 3.0 เลย ดังนั้นอย่างน้อย ๆ ที่สุดคือทุกคนต้องรู้เนื้อหาของ Rebuild of Evangelion ตั้งแต่ 1.0 มาจนถึง 3.0 เสียก่อน และมีอีกหลาย ๆ ส่วนที่อ้างอิง หรือพาดพิงไปถึง Neon Genesis Evangelion ซีรี่ส์แรก และ The End of Evangelion ด้วย ดังนั้น นอกจากจะเพื่อให้เข้าถึงเนื้อหาอย่างสมบูรณ์แล้ว การจะเข้าถึงความรู้สึกทั้งหมดที่ผู้กำกับอยากจะถ่ายทอดออกมา ก็ควรจะได้ผ่านเรื่องราวทั้งหมดของฉบับอนิเมชั่นที่ผ่านมาทุก ๆ ภาค ทุก ๆ เวอร์ชั่นครับ

เนื้อหาของภาคนี้เริ่มด้วยเหตุการณ์ตามคลิปโปรโมต 10 นาทีแรกของภาพยนตร์ ที่กลุ่มของพวกมิซาโตะ ออกปฏิบัติการชิงพื้นที่ ๆ ปารีส เพื่อทำการปักเสาสีดำที่มีประสิทธิ์ภาพในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีแดงที่พังทลาย ให้กลับมามีสภาพปกติได้ และเก็บกู้อุปกรณ์ที่จะใช้กับเครื่องเอวานเกเลียน 02 ที่พังชำรุดในภาคที่แล้ว ให้กลับมาต่อสู้ได้อีกครั้ง ในขณะที่พวกชินจิ อาสึกะ และเรย์ ก็ยังคงเดินทางเร่ร่อนในดินแดนที่พังทลาย แต่ก็มี “กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง” มาพบและช่วยเหลือพวกเขาไว้ และกลุ่มคนพวกนี้เอง ก็จะนำพาเรื่องราวที่จะช่วยตอบหลาย ๆ ข้อสงสัยของภาค 3.0 ได้มากขึ้น ในภาค 3.0 เป็นเหตุการณ์ Timeskip ที่ข้ามเรื่องราวที่เกิดขึ้นท้ายภาค 2.0 มาถึง 14 ปี โลกทั้งใบพังทลายกลายเป็นสีแดง และเกิดเรื่องราวมากมายที่ชวนงุนงงและเต็มไปด้วยคำถาม แต่สำหรับภาคนี้ (3.0+1.0) จะพาเราไปดูแง่มุมบนโลกสีแดงนี้ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน และสิ่งที่ตัวเอกได้ประสบพบเจอ จะสอนให้เหล่า “นักขับเครื่องเอวา” ได้รู้จักกับชีวิตอีกรูปแบบที่พวกเขาไม่เคยเจอมาก่อน และสัมผัสได้ถึงการสื่อใจเข้าหากันจุดนี้จะตรงข้ามกับที่ผ่าน ๆ มา ที่เรื่องราวพร่ำบอกเราแต่ “ทฤษฎีตัวเม่น” ที่หากเข้าหากันก็จะถูกหนามทิ่มแทงจนบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย แทนค่าการตั้งกำแพงที่คนสองคนจะเข้าถึงกันและกันได้หากจุดจบใน The End of Evangelion ได้บอกเราว่า จุดสิ้นสุดของทุกสิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อกำแพงแห่งจิตใจสลายไป ทุกชนิดจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว แต่สิ่งนั้นจะมีความหมายอะไร ในเมื่อความทุกข์ก็ไม่มี ความสุขก็ไม่เกิด และชีวิตนั้นจะคงอยู่เพื่อเจตจำนงอะไร? ภาคนี้เปรียบเสมือนการ “คัดค้าน” สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และนำพาเราไปสู่บริบทใหม่ ๆ ของ Evangelion ว่าการสลายกำแพงจิตใจ โดยที่แม้ว่าเรายังคงมีความทุกข์อยู่เพียงใด แต่ก็สามารถเผชิญหน้ากับมันได้อย่างเข้มแข็ง หากเราไม่ทอดทิ้งความสุขที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวเราที่เป็นดั่งยาเติมพลังใจให้กับเรา เพราะไม่เคยมี Evangelion ภาคไหน ๆ ให้ความรู้สึกแบบนี้มาก่อนครับ อาจจะเป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบแล้วรู้สึก “อิ่มเอิบ” ก็เป็นได้ และอ่านถึงตรงนี้ อาจจะงงว่า เฮ้ย นี้มันหนังโลกสวยหรืออะไรหรือเปล่า แล้วฉากแอคชั่นอันตื่นตาอลังการงานสร้างล่ะเป็นอย่างไร ส่วนนี้ต้องบอกว่า ยังคงมีฉากต่อสู้ที่ตื่นตาไม่น่าผิดหวังครับ เราจะได้เห็นทั้งแมคคานิคที่แปลกตา และการสาดกระสุนกันดุเดือด และไฮไลท์ที่ต้องขอบอกใบ้ว่า ยานวุนเดอร์ของมิซาโตะนั้น ก็มีฉากสู้รบกลางเวหาที่น่าประทับใจหลายฉากเลย ซึ่งมีบางซีนชวนรู้สึกถึงความบ้าพลังระดับกุเรนลากันน์ และบางตอนก็มีกลิ่นอายของอนิเมชั่นไซไฟอวกาศยุค 80-90 มาก แต่จุดหนึ่งที่ผู้เขียนก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นการจงใจหรือเป็นข้อบกพร่อง ก็คือในช่วงท้ายเรื่องนั้น มีหลายฉากที่ภาพกลายเป็นลายสเก็ตช์ขาวดำบนกระดาษ ที่บางฉากเป็นงานวาดหยาบ ๆ ขึ้นฉายบนจอพร้อมกับเสียงพากย์ ที่อธิบายได้ยากว่านี่คือการเผางานหรือการจงใจสื่อความหมายบางอย่างเพิ่มเติม และภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาวมากถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวและเนื้อหา ที่เรียกได้ว่ามันควรจะเป็น เรื่องเดียวกับภาค 3.0 เลยครับ ภาค 3.0 เราจะเห็นว่าเนื้อเรื่องนั้นมีสั้นนิดเดียว ซึ่งนั่นก็ไม่แปลก เพราะส่วนที่เหลือของมันคือเนื้อหาทั้งหมดของ 3.0+1.0 นี้เอง แต่กระนั้น หลาย ๆ อย่างที่เนื้อเรื่องเคยตั้งคำถามไว้ ก็มีเพียงบางเรื่องเท่านั้นที่ตอบเรา แต่บางเรื่องก็ถูกปล่อยผ่านไปราวกับเป็นเพียงการตั้งคำถามลอย ๆ ให้ผู้ชมไปปะติดปะต่อกันเอาเอง

แฟนๆ มีลุ้น! เราอาจจะได้เห็น Vtuber ตัวละครลิขสิทธิ์จาก Shonen Jump

ในปัจจุบันเรียกได้ว่ากระแส Vtuber มีอยู่ทุกที่จริงๆ ซึ่งมันเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้คนสามารถแสดงออกได้โดยไม่ต้องสนรูปร่างหน้าตาของตัวเอง ทำให้เหล่าผู้ชมได้โฟกัสที่ความสามารถในการ Entertainment จริงๆ ซึ่งสมัยนี้ก็เริ่มมีหลากหลายสังกัด Vtuber มากมาย และไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะได้เห็นตัวละครลิขสิทธิ์ของ Shonen Jump มาร่วมแจมอีกด้วย สาเหตุที่ทำให้แฟนๆ คิดแบบนั้นก็เพราะว่าในนิตยสารโชเน็นจัมป์ได้มีแบบสอบถามเกี่ยวกับ Vtuber โดยมีการถามว่า ได้ดูช่องเกี่ยวกับ Vtuber บ่อยหรือไม่, ดูช่องของใครบ้าง แต่ที่น่าสนใจหลังจากนั้นก็คือ “ถ้าโชเน็นจัมป์มี Vtuber เป็นของตัวเอง จะสนใจหรือไม่?” รวมไปถึง “อยากเห็นพวกเขาเหล่านั้นทำอะไรกันบ้าง?” อีกด้วย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทางโชเน็นจัมป์ได้มีการเปิดแบบสอบถามตัวนี้ขึ้นมา เพราะในปี 2018 พวกเขาก็เคยทำแบบสอบถามเกี่ยวกับ VTuber มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในครั้งนั้นได้มีการแถมแค่ว่าชอบคนไหนมากที่สุด ซึ่งมีตัวเลือกเพียงแค่ไม่กี่คนเท้านั้น ซึ่งแจกแบบสอบถามในครั้งนี้ก็ทำให้แฟนๆ คาดว่า อาจจะได้เห็น VTuber ซึ่งเป็นตัวละครลิขสิทธิ์แท้ๆ ของโชเน็นจัมป์ออกมาวาดลวดลายก็เป็นได้ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นผู้ที่มารับบทก็ต้องมีความสามารถอย่างมากเลยทีเดียว ที่แน่ๆ ก็ควรต้องเป็นนักพากย์เสียงแน่นอน แถมยังต้องแสดงให้เข้ากับบทตัวละครนั้นๆ อีกด้วย ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

TIGER & BUNNY เตรียมจัดอีเวนต์ฉลองครบรอบ 10 ปีของอนิเมะ

TIGER & BUNNY ฉบับอนิเมะที่มีการฉายครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2011 ซึ่งในปีนี้ก็เป็นการฉลองครบรอบ 10 ปีหลังจากที่ออกอากาศครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นแล้ว นอกจากนี้ในปี 2022 ที่กำลังจะถึงก็จะมีการฉายภาคต่ออย่าง “TIGER & BUNNY 2”

โดยรายการพิเศษฉลองครบรอบ 10 ปีของอนิเมะ TIGER & BUNNY จะมีชื่อว่า “HERO TV presents Anniversary SPECIAL PROGRAM” และจะออกอากาศทางแพลตฟอร์ม YouTube วันที่ 3 เมษายน 2021 เวลา 18.00 น. (เวลาประเทศไทย) บอกเลยว่าแฟนคลับเรื่องนี้ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด!

TIGER & BUNNY เป็นอนิเมะแนวแอคชั่นที่มีฮีโร่ออกต่อสู้รักษาความสงบสุขของเมือง แต่ฮีโร่ของเรื่องนี้จะต่างจากเรื่องอื่น ๆ เพราะว่าฮีโร่เป็นเพียงแค่งานประเภทหนึ่งและยังต้องคอยแย่งความนิยมจากผู้ชม เพื่อที่จะได้ทำสัญญากับสปอนเซอร์ โดยเรื่องราวจะโฟกัสไปที่ฮีโร่มืออาชีพ Wild Tiger ที่กำลังตกอับจนต้องไปจับคู่กับฮีโร่หน้าใหม่ที่ชื่อ Bunny ออกต่อสู้กับเหล่าร้าย “ไม่แน่ว่าอาจจะมีการเผยรายละเอียดของซีซั่น 2 ที่หลายคนรอคอยก็เป็นได้!”

นิยายแฟนตาซีเกี่ยวกับนักค้าข้อมูลในโลกแฟนตาซี มีแผนทำเป็นอนิเมแล้ว

บัญชี Twitter อย่างเป็นทางการของร้าน Tsutaya สาขา Wing Town Okazaki ได้มีการลงภาพโปรโมทไลท์โนเวล Kage no Jitsuryokusha ni Naritakute! (ชื่อไทย ชีวิตไม่ต้องเด่น ขอแค่เป็นเทพในเงา) ผลงานของอาจารย์ Aizawa Saisuke เล่มใหม่ ที่วางจำหน่ายเมื่อวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่วนเวลาต่อมาในวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ ทางร้าน animate สาขา Koufu ก็ได้ลงภาพโปรโมทเช่นเดียวกัน แต่ว่าคราวนี้ในภาพโปรโมทเผยให้เห็นว่าไลมท์โนเวลเรื่องดังกล่าวมีแผนที่จะทำเป็นอนิเมะ ซึ่งไลท์โนเวลาเรื่องนี้นอกจากจะมีเล่มใหม่แล้ว ยังมีมังงะ, มังงะไซด์สตอรี่ ออกมาในวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ด้วย

เรื่องย่อ

เด็กหนุ่ม ‘ซิด’ หลงใหลในการเป็นตัวละครลับที่แฝงตัวสำแดงพลังอยู่เบื้องหลัง

หรือที่เรียกกันว่า ‘พลังในเงามืด’…หลังจากไปเกิดใหม่ที่ต่างโลก

เขาพยายามทำตัวเป็นพลังในเงามืดที่คอยกำจัดลัทธิชั่วร้าย (ในจินตนาการ)

ก่อนจะได้รู้ว่าลัทธินั้นดันมีอยู่จริง!?

เรื่องราวซีเรียสปนกลิ่นกาวของกลุ่ม ‘ชาโดว์การ์เดน’ ภายใต้การนำของซิดจึงอุบัติขึ้นตั้งแต่วันนั้น—!! อาจารย์ Aizawa ได้เริ่มเขียนนิยายเรื่องดังกล่าวลงบนเว็บไซต์ Shousetsuka ni Narou เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2018 ก่อนจะมีการตีพิมพ์พร้อมได้อาจารย์ Touzai มาวาดภาพประกอบในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน รวมไปถึงมังงะวาดโดยอาจารย์ Sakano Anri ลงในนิตยสาร Comp Ace เมื่อเดือนธันวาคม 2018 ด้วย

Kimetsu no Yaiba ฉบับมังงะของเถื่อนระบาดหนัก Shueisha ออกมาชี้วิธีดูของแท้

จากกระแสอันร้อนแรงของ Kimetsu no Yaiba ที่ทำให้สินค้าที่เกี่ยวข้องขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่า ฉบับมังงะเอง ก็ได้รับอิทธิพลจากฉบับอนิเมะจนมียอดขายถล่มทลาย ทำลายสถิติทั้งในปี 2019 และปี 2020 ซึ่งจากการที่ฮิตหนักเกินก็ไป ก็เลยทำให้มังงะ Kimetsu no Yaiba นั้นขาดตลาดหาซื้อไม่ได้เพราะตีพิมพ์ไม่ทันเลยทีเดียว

แต่ทว่าเรื่องนี้ก็ทำให้มีคนหัวหมอทำการตีพิมพ์ฉบับ มังงะเถื่อน ออกมา และทำการวางจำหน่ายเป็นเซ็ตตามเว็บไซต์ขายของไม่ว่าจะเป็น Mercari หรือ Amazon ซึ่งทำให้ทาง Shueisha ถึงกับต้องออกมาชี้แจง รวมถึงอธิบายถึงความแตกต่างของของจริงและของเถื่อนให้แฟน ๆ ระวังกัน โดยฉบับตีพิมพ์เถื่อนจะมีการสแกนมาจากของจริงและตีพิมพ์ใหม่ ซึ่งวิธีสังเกตง่าย ๆ คือขนาดของหนังสือจะบางอยู่ที่ประมาณ 255 มม. ส่วนของจริงจะอยู่ที่ 315 มม. และจุดสังเกตอีกอย่างคือหลังเล่มที่ตัวราคาจะไม่มีกรอบ ที่สำคัญที่สุดคือของปลอมจะไม่รับเคลมเหมือนกับของแท้ถ้าหากว่าสินค้ามีปัญหาชำรุดด้วย ซึ่งปัจจุบันยังไม่พบตามร้านหนังสือทั่วไป ร้านสะดวกซื้อ และร้านหนังสือบนอินเตอร์เน็ต

มอนสเตอร์ฟาร์ม เป็นการ์ตูนอนิเมะของญี่ปุ่น แนว แฟนตาซี, แอ็คชั่น, ผจญภัย, คอเมดี้

เนื้อเรื่อง

มอนสเตอร์ฟาร์มเป็นเรื่องของเด็กประถมคนหนึ่งชื่อเก็งกิ ซึ่งชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์เป็นชีวิตจิตใจ และได้ถูกดูดเข้าไปในเกมส์มอนสเตอร์ฟาร์มเพื่อต่อสู้กับฝ่ายอธรรม และ มู โดยการตามหานกไฟซึ่งเป็นมอนสเตอร์ในตำนานที่เชื่อกันว่าจะปราบฝ่ายอธรรมได้

นูระหลานจอมภูต แนว ต่อสู้, เหนือธรรมชาติ

เรื่องย่อ

ยามเมื่อความมืดมิดมาเยือน เหล่าภูตพรายเริงร่า มนุษย์ล้วนหวาดกลัว และสิ่งที่ภูตพรายเทิดทูนราวกับเจ้าชีวิต นั่นคือนูราริเฮียง (จอมภูต) ‘ริคุโอะ’ ผู้มีเชื้อสายจอมภูต 1ใน 4 และเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มนูระรุ่นที่3 เด็กหนุ่มผู้ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับคุณปู่ซึ่งเป็นนูราริเฮียง

และสมาชิกในบ้านอีกหลายคน(ที่เป็นภูตผีทั้งนั้น) เขาเองก็ไม่ได้คิดมากอะไรกับเรื่องนี้ ความเรียบง่ายนี้น่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไป แต่เมื่อวันที่เขาอายุครบ 13 ปี มาเยือน

ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไปตลอดกาล ริคุโอะสามารถเปลี่ยนร่างเป็นภูตตอนกลางคืนได้ แต่ว่าปีศาจหลายๆตนที่เป็นแกนนำของกลุ่มก็ยังไม่ยอมรับริคุโอะเป็นผู้นำอยู่ดี แม้ว่าริคุโอะจะแสดงฝีมือในการปราบขบวนอสูรชิโกกุแล้วก็ตาม ริคุโอะจึงจัดตั้งขบวนร้อยอสูรของตนขึ้นเสียเอง โดยที่เป้าหมายคือการเป็นจอมภูตเหมือนนูราริเฮียงผู้เป็นปู่

เอเรเมนทาร์ เจเร็ด เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นแนวผจญภัย ต่อสู้

เนื้อเรื่อง

จอมโจรหนุ่มแห่งกลุ่ม Red Links หรือ “กองโจรแห่งท้องนภา” คูลด์ แวน เจเร็ต ผู้ไร้ฝีมือในการต่อสู้จนถูกเหล่าโจรหยอกล้อเป็นประจำ ในการปล้นครั้งล่าสุด คู (เรียกสั้นๆ) ได้แอบเข้าไปในห้องเก็บของแล้วแอบเปิดหีบสมบัติใบใหญ่ที่ได้มาจากการปล้น เขาต้องตะลึง เมื่อพบเด็กสาวนอนอยู่ในนั้นตอนแรกเขาคิดว่าเธอเป็นแค่ตุ๊กตา

แต่อยู่ดีๆเธอก็ลืมตาขึ้น ลุกขึ้นยืน แล้วเดินผ่านเขาไป เธอหันมาพูดกับเขาว่า” เกลียด….นายมีกลิ่นของมนุษย์…เพราะงั้น…ฉันเกลียดนาย” ทำให้เขายิ่งตะลึงกว่าเดิม “เรเวอร์รี่ เมเธอร์แลนซ์” หรือ “เร็น” สาวน้อยผู้ถูกผนึก!!! เธอเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์โบราณ ที่เรียกกันว่า “อีดีลเรด” ซึ่งเหล่าอีดีลเรดจะมีสิ่งที่เรียกว่า Erementar Gerad หรือ แก่นศิลา

เป็นสิ่งบ่งบอก อีดีลเรดทุกคนมีความสามารถ ในการแปลงร่างตัวเองเป็น “อาวุธ” ที่มีพลังทำลายอนุภาพร้ายแรง ให้กับผู้ทำพันธสัญญาของตนได้ แต่เหล่า อีดีลเรด จะถูกคนส่วนใหญ่มองว่าเป็น “อาวุธ” หรือ “เครื่องมือ” แต่ไม่ใช่ “มนุษย์” เหล่า อีดีลเรด

จึงถูกไล่ล่าเพื่อเอามาขายให้กับผู้ที่ต้องการ “พลัง” และด้วยเหตุนี้เร็นจึงเกลียดมนุษย์ทุกคน แต่ คู กลับไม่เหมือนคนพวกนั้น เขามอง เร็น เป็น “มนุษย์ที่ต้องปกป้อง” ทำให้เร็นเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อมนุษย์ไป เร็นเริ่มรู้สึกถึงความแตกต่างของคูกับคนทั่วไป คู ต้องต่อสู้กับองค์กรต่างๆมากมายที่ต้องการตัว เร็น

เพราะเธอเป็นอีดีลเรด ชนิดหายากและมีพลังทำลายสูงมากที่เรียกว่า “ต้นไม้แห่งทรัพย์สมบัติทีเปล่งประกายทั้ง 7 (Shichikohouju)” เพื่อให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของเหล่าผู้ล่า เร็นและคู จึงทำพันธสัญญากัน แล้วต่อสู้ไปด้วยกัน และยิ่งพวกเขาได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองก็ยิ่งมีมากขึ้นทุกวัน การผจญภัยของเร็นกับคูจะจบเช่นไร

ตัวละคร

คูลด์ แวน เจเร็ต จอมโจรหนุ่มแห่งกลุ่ม Red Links หรือ “กองโจรแห่งท้องนภา” คูด วัน จิลเอ็ด ผู้ไร้ฝีมือในการต่อสู้จนถูกเหล่าโจรหยอกล้อเป็นประจำ ในการปล้นครั้งล่าสุด คู(เรียกสั้นๆ) ได้แอบเข้าไปในห้องเก็บของแล้วแอบเปิดหีบ!!!ใบใหญ่ที่ได้จากการปล้น เขาต้องตะลึง เมื่อพบเด็กสาวนอนอยู่ในหีบ!!!

“เรเวอร์รี่ เมเธอร์แลนซ์” หรือ “เร็น” เธอเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์โบราณ ที่เรียกกันว่า “อีดีลเรด” ซึ่งเหล่าอีดีลเรดจะมีสิ่งที่เรียกว่า Erementar Gerad หรือ แก่นศิลา เป็นสิ่งบ่งบอก อีดีลเรดทุกคนมีความสามารถ ในการแปลงร่างตัวเองเป็น “อาวุธ” ที่มีพลังทำลายอนุภาพร้ายแรง ให้กับผู้ทำพันธสัญญาของตนได้ แต่เหล่า อีดีลเรด จะถูกคนส่วนใหญ่มองว่าเป็น “อาวุธ” หรือ “เครื่องมือ” แต่ไม่ใช่ “มนุษย์” เหล่า อีดีลเรด

จึงถูกไล่ล่าเพื่อเอามาขายให้กับผู้ที่ต้องการ “พลัง”องกรณ์ต่างๆมากมายที่ต้องการตัว เร็น เพราะเธอเป็นอีดีลเรด ชนิดหายากและมีพลังทำลายสูงมากที่เรียกว่า “ต้นไม้แห่งทรัพย์สมบัติทีเปล่งประกายทั้ง7 (Shichikohouju)” และด้วยเหตุนี้เร็นจึงเกลียดมนุษย์ทุกคน แต่ คู กลับไม่เหมือนคนพวกนั้น เขามอง เร็น เป็น “มนุษย์ที่ต้องปกป้อง” ทำให้เร็นเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อมนุษย์ไป

“ซิสก้า” เจ้าหน้าที่ของอาคเอล 1ในกลุ่มของผู้ที่ตามหาตัวเร็นอยู่มีลูกทีมคือ โรเวน และเคลียร์ แต่ท้ายที่สุดก็ได้มาร่วมต่อสู้กับพวกคู ในการต่อสู้ใช้อาวุธจำพวกปืน และหากจำเป็นจริงๆจะใช้กระบวนท่าในการจู่โจมแทน

“โรเวน” ลูกทีมของซิสก้า มีอีดีลเรด คือ “เคีย” อาวุธคือดาบ มีนิสัยสุภาพ เรียบร้อย และพูดมีหางเสียงทุกคำ มักตกเป็นเหยื่อรายแรกยามเคลียร์หิว

“เคีย” ลูกทีมของซิสก้า เป็นอีดีลเรดของโรเวน มีนิสัย ชอบโมโหหิว แต่งตัวเปรี้ยวมากที่สุดในทีม แถมมีนิสัยตรงข้ามกับโรเวนโดยสิ้นเชิง แต่ช่วงหลังๆนี้ นิสัยออกจะเรียบร้อยขึ้นมามาก

ซอร์ดอาร์ตออนไลน์ เป็นไลต์โนเวล แนว Action, Romance, Fantasy, Sci-Fi

เรื่องย่อ

ในปี 2022 ได้มีการเปิดตัวเกมสวมบทบาทออนไลน์เสมือนจริงหลายคน (VRMMORPG) ที่มีชื่อเรียกว่า Sword Art Online ( SAO ) โดยใช้อุปกรณ์ที่มีชื่อว่า เนิฟเกียร์ (NerveGear) เป็น หมวกกันน็อคที่กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้าของผู้ใช้ผ่านสมองผู้เล่นสามารถสัมผัสและควบคุมตัวละครในเกมด้วยความคิด โดยทั้งเกม SAO และ NerveGear ถูกสร้างขึ้นโดย คายาบะ อากิฮิโกะ

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ผู้เล่นจำนวน 10,000 คน ได้ทำการล๊อกอินเข้าสู่เกม SAO เป็นครั้งแรก แต่พบว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะออกจากระบบได้ หลังจากนั้น คายาบะได้ปรากฏตัวและบอกผู้เล่นว่าพวกเขาจะต้องเอาชนะบอสที่อยู่บนหอคอย Aincrad ไปเรื่อยๆจนถึงชั้นที่100 หากพวกเขาต้องการที่จะเป็นอิสระและออกจากเกมได้ นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่าหากผู้เล่นนั้น ตายในเกม จะทำให้ตัวผู้เล่นนั้นตายในชีวิตจริงด้วยโดยการส่งกระแสไฟฟ้าที่อยู่ในเนิฟเกียร์ ไปทำลายสมอง หรือหากบังคับหรือพยายามจะเอา เนิฟเกียร์ออก เพื่อที่จะออกจากเกม ก็จะได้รับความตายในชีวิตจริงเช่นกัน ดังนั้นเพื่อที่จะออกจากเกมมรณะนี้ได้จำเป็นต้องจัดการบอสชั้นที่100ของหอคอย Aincrad ให้ได้เท่านั้น

หนึ่งในผู้เล่นชื่อ “คิริโตะ” หรือชื่อจริง “คิริกายะ คาซึโตะ” เป็นหนึ่งใน ผู้เล่นที่เข้าร่วมการทดสอบเกมที่มีจำนวนมากกว่า 1,000 คน ด้วยความได้เปรียบจากประสบการณ์การเล่นเกม VR ก่อนหน้า เพื่อปกป้องผู้ทดสอบเบต้าคนอื่นจากการถูกเลือกปฏิบัติ เขาเลือกที่จะแยกตัวเองออกจากกลุ่ม และเล่นเกมเพียงคนเดียวหรือที่เรียกว่า สายโซโล่ โดยเขามีฉายาว่า “บีตเตอร์” เป็นคำผสมของ “Beta Tester” และ “Cheater” เมื่อเกมผ่านมาได้ระยะหนึ่งในที่สุดคิริโตะ ก็ผูกมิตรกับ หญิงสาวคนหนึ่งชื่อ “อาสึนะ” หรือชื่อจริง “ยูกิ อาสึนะ” สร้างและพัฒนาความสัมพันธ์มาเรื่อยๆ และหลังจากนั้นก็แต่งงานกับเธอในเกม และได้ผ่านอะไรมากมายหลายอย่าง แต่เรื่องราวนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเท่านั้น

ดาบพิฆาตอสูร เป็นซีรีส์หนังสือการ์ตูนของประเทศญี่ปุ่น แนวผจญภัย, ดาร์กแฟนตาซี

เนื้อเรื่อง เรื่องราวเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นยุคไทโช คามาโดะ ทันจิโร่ เป็นเด็กหนุ่มผู้มีจิตใจอ่อนโยนและเฉลียวฉลาด ในฐานะลูกชายคนโตของครอบครัวคนเผาถ่าน เขาจึงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการหารายได้เลี้ยงดูครอบครัวจากการเผาถ่านไปขายหลังจากพ่อของเขาเสียชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีอสูรบุกเข้ามาสังหารคนในครอบครัวของทันจิโร่ เหลือแต่เพียงเขาและน้องสาวที่ชื่อเนะซึโกะเท่านั้น

เนะซึโกะที่รอดตายมาได้กลับกลายเป็นอสูรไป ทว่าก็น่าประหลาดใจที่เธอยังคงมีความคิดและการแสดงอารมณ์อย่างมนุษย์หลงเหลืออยู่ หลังจากที่ทันจิโร่ได้ต่อสู้กับโทมิโอะกะ กิยู นักล่าอสูรที่เดินทางผ่านมาและต้องการจะฆ่าเนะซึโกะที่กลายเป็นอสูรไปแล้ว

เขาจึงตัดสินใจที่จะเป็นนักล่าอสูรตามคำชักชวนของกิยู เพื่อหาทางทำให้น้องสาวกลับมาเป็นมนุษย์ และชำระแค้นจากอสูรที่ฆ่าคนในครอบครัวของเขาให้จงได้